การเลี้ยงตัวอ่อนถึงระยะบลาสโตซิสท์ (Blastocyst Culture)

นิยามคำว่า “ลูกคือโซ่ทองคล้องใจพ่อ-แม่” เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยเติมเต็มให้กับชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์ แต่มาในยุคปัจจุบันที่ทุกคนจะต้องเผชิญกับสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อม ความตึงเครียดในการดำรงชีวิต คงมีคู่สมรสจำนวนไม่น้อยที่หมั่นเพียรพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ เพียงขอให้มีชีวิตน้อยๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว แต่การรอคอยที่ดูทีท่าว่าจะไม่ประสบความสำเร็จ ความหวังที่จะมีลูกน้อยเกิดขึ้นมา อาจเป็นการคาดหวังที่ใช้เวลานาน อีกทางเลือกหนึ่งที่ทำให้ฝันของคู่สมรสประสบความสำเร็จ คือวิธีทางการแพทย์ด้วยการเข้ารับการรักษาภาวะมีบุตรยาก
ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญเป็นอันดับต้นๆ ซึ่งจะทำให้คู่สมรสประสบความสำเร็จ จากการเข้ารับการรักษาภาวะมีบุตรยาก ก็คือ กระบวนการเลี้ยงตัวอ่อนในห้องปฏิบัติการ ในอดีต ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและน้ำยาสำหรับใช้เลี้ยงตัวอ่อน ยังมีไม่มากนัก การเลี้ยงตัวอ่อนในห้องปฏิบัติการจะเลี้ยงไว้เพียง 2 - 3 วัน จนกระทั่งตัวอ่อนเจริญเติบโตได้ระยะ 2-8 เซลล์ แพทย์จะทำการย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูกให้แก่คนไข้
ในปี ค.ศ. 1998 Gardner ทำการพัฒนาน้ำยาที่ใช้เลี้ยง ตัวอ่อน(Sequential media) ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถเลี้ยงตัวอ่อนในห้องปฏิบัติการได้จนถึงระยะ Blastocyst (Blastocyst Culture) โดย sequential media นี้ เป็นน้ำยาที่ประกอบด้วยสารอาหารที่มีความเหมาะสมสำหรับตัวอ่อนในระยะต่างๆ ซึ่งมีความต้องการทั้งชนิดและปริมาณของสารอาหารที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นในระหว่าง 5 วันที่ทำการเลี้ยงตัวอ่อน จึงต้องมีการเปลี่ยนน้ำยาที่เหมาะสมที่สุดให้แก่ตัวอ่อน เพื่อให้ตัว อ่อนได้นำสารอาหารเหล่านั้นไปใช้ เสมือนกับตัวอ่อนที่อยู่ในท่อนำไข่และโพรงมดลูกตามธรรมชาติ
จนถึงปัจจุบันนอกจากน้ำยาเลี้ยงตัวอ่อนที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องแล้ว ยังมีวิวัฒนาการและเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้าอีกมากมาย ที่ช่วยให้สามารถเลี้ยงตัวอ่อนได้จนถึงระยะ Blastocyst (Blastocyst Culture) และช่วยเพิ่มโอกาสความสำเร็จในการรักษาแก่คู่สมรสให้สูงขึ้นอีก
Blastocyst culture ทำอย่างไร ??
Blastocyst Culture เป็นขบวนการเลี้ยงตัวอ่อนที่เกิดจากการปฏิสนธิของไข่และอสุจิ ภายในห้องปฏิบัติการที่มีการควบคุมสภาวะแวดล้อมต่างๆ ให้เหมาะสมที่สุดสำหรับตัวอ่อนแต่ละระยะ อาทิ การควบคุมปริมาณก๊าซต่างๆ, อุณหภูมิ, แสง, pH, การใช้น้ำยาที่มีสารอาหารที่เหมาะสม จนกระทั่งตัวอ่อนสามารถเจริญเติบโตได้จำนวนเซลล์ที่มากถึง 60 ถึง 200 เซลล์ขึ้นไป โดยทั่วไปตัวอ่อนระยะนี้จะเกิดขึ้นหลังจากเลี้ยงตัวอ่อนได้ 5 - 6 วัน (หลังจากวันที่เจาะเก็บไข่) ตัวอ่อนระยะนี้มีชื่อเรียกว่า “Blastocyst”
Blastocyst คืออะไร ??
Blastocyst เป็นตัวอ่อนระยะที่เจริญเติบโตเต็มที่ พร้อมที่จะฝังตัว เมื่อแพทย์ย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูกของคนไข้ ตัวอ่อนระยะนี้ประกอบด้วยเซลล์ 2 ชนิด นั่นคือ
- เซลล์ชั้นในเรียกว่า inner cell mass เจริญเติบโตต่อไปเป็น “ทารก”
- เซลล์รอบนอกเรียกว่า Trophectoderm เจริญเติบโตไปเป็น“รก”
มีการศึกษาโดยนักวิจัยจากหลายสถาบันชั้นนำทั่วโลก ระบุว่าการย้ายกลับตัวอ่อนระยะ Blastocyst (ในวันที่ 5 ของการเลี้ยงตัวอ่อน) จะให้ผลการตั้งครรภ์และการฝังตัวที่สูงขึ้น กว่าการย้ายกลับตัวอ่อนระยะ cleavage (Gardner et al.1998)
ประโยชน์ของการเลี้ยงและย้ายกลับตัวอ่อนระยะ Blastocyst
1. เป็นการเลียนแบบธรรมชาติที่ใกล้เคียงที่สุด นั่นคือ ตามธรรมชาติตัวอ่อนจะเจริญเติบโตเป็นระยะต่างๆ ระหว่างการเคลื่อนที่จากท่อนำไข่มาสู่โพรงมดลูกเพื่อฝังตัว โดยตัวอ่อนระยะ 4-8 เซลล์จะอยู่บริเวณท่อนำไข่และจะเจริญเติบโตถึงระยะ Blastocyst เมื่อเดินทางมาถึงโพรงมดลูกและทำการฝังตัวที่บริเวณนี้ ดังนั้น สภาวะแวดล้อม, สารอาหารต่างๆ และความพร้อมของเยื่อบุโพรงมดลูกในธรรมชาติ จึงเหมาะสมที่สุดสำหรับตัวอ่อน ระยะ Blastocyst
2. เป็นการคัดเลือกตัวอ่อนที่ดีที่สุดเพื่อย้ายกลับให้แก่คนไข้ การย้ายกลับตัวอ่อนระยะ 2-8 เซลล์นั้นไม่สามารถทราบได้ว่าเมื่อตัวอ่อนเข้าไปอยู่ในโพรงมดลูกของคนไข้แล้วจะสามารถเจริญเติบโตต่อไปจนถึงระยะ Blastocyst ซึ่งเป็นระยะที่พร้อมจะฝังตัวได้หรือไม่
3. เป็นการคัดกรองตัวอ่อนเบื้องต้น นั่นคือ ในไข่หรือตัวอ่อนที่มีโครโมโซมผิดปกติ มักจะเจริญเติบโตไปไม่ถึงระยะ Blastocyst ดังนั้นการเลี้ยงตัวอ่อนจนถึงระยะ Blastocyst จึงเปรียบเสมือนการคัดกรองตัวอ่อนเบื้องต้นก่อนการย้ายกลับเข้าสู่โพรงมดลูก
4. ช่วยในการตรวจตัวอ่อนทางพันธุกรรมก่อนใส่กลับ สามารถนำบางส่วนของตัวอ่อนไปทำการตรวจวินิจฉัยความผิดปกติ ของโครโมโซมก่อนการย้ายกลับได้ ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อการตั้งครรภ์
5. ช่วยให้โพรงมดลูกอยู่ในสภาพที่พร้อมรับการฝังตัวของตัวอ่อน จากการศึกษาพบว่า โพรงมดลูกจะบีบรัดและหดเกร็งตัวอย่างมากในวันที่มีการเจาะเก็บไข่ ซึ่งอาการเช่นนี้ไม่เป็นผลดีอย่างมากสำหรับตัวอ่อนที่ถูกย้ายกลับเข้าไปเพราะตัวอ่อนอาจถูกขับให้หลุดออกมาได้ อาการเช่นนี้จะยังคงอยู่อีก 2-3 วัน และจะลดลงจนเกือบไม่มีอาการในวันที่ 4-5 หลัง การเจาะเก็บไข่ ดังนั้นการย้ายตัวอ่อนกลับในวันที่ 5 ของการเลี้ยงตัวอ่อน เป็นการเว้นระยะให้โพรงมดลูกได้พักฟื้น และปลอดภัยสำหรับตัวอ่อนที่ถูกย้ายกลับ
6. ลดการเกิดการตั้งครรภ์แฝด (Multiple Pregnancy) เนื่องจากเป็นการคัดเลือกตัวอ่อนที่ดีที่สุด และเป็นระยะที่พร้อมจะฝังตัว ดังนั้นแพทย์จึงพิจารณาย้ายตัวอ่อนกลับเพียง 1-2 ตัวเท่านั้น
7. ตัวอ่อนที่เหลือสามารถเก็บแช่แข็งไว้ได้ การย้ายกลับตัวอ่อนในจำนวนที่น้อยลง ทำให้มีตัวอ่อนคุณภาพดี เหลือเก็บแช่แข็งไว้สำหรับย้ายกลับในรอบถัดๆ ไปได้
ทั้งนี้สำหรับการเลี้ยงตัวอ่อนจนถึงระยะ Blastocyst ในวันที่ 5-6 ของการเลี้ยง อาจทำให้คนไข้บางรายไม่ได้รับการย้ายกลับตัวอ่อน เนื่องจากไม่มีตัวอ่อนที่เจริญเติบโตจนถึงระยะ Blastocyst ดังนั้นการเลือกที่จะเลี้ยงและย้ายกลับตัวอ่อนในวันที่ 5 (Blastocyst culture) อาจจะต้องพิจารณาถึงปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วยอาทิเช่น จำนวนและคุณภาพของตัวอ่อน เป็นต้น

























